Loading...

Talk with EasyGoAbroad

ความรู้สึกของการเรียนวันแรก

พี่แจ๊พ: เราจำวันแรกที่เราเดินเข้าไปในห้องเรียนได้แม่นมาก ตื่นเต้นสุดๆ เราเดินเข้าไปแล้วเพื่อนจับกลุ่มคุยกันเป็นกลุ่มๆ เพราะรู้จักกันแล้วจากงานปฐมนิเทศที่เราไม่ได้มาร่วมงาน เราเลยไม่รู้จักใครและไม่มีใครรู้จักเรา ความรู้สึกก่อนเริ่มเรียนคือตื่นเต้นแต่ก็เป็นความตื่นเต้นที่สนุกดี แต่พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละ ความเครียดเข้ามาแทน สาขาที่เราเรียน นอกจากการเข้าเรียนทั่วไป เรายังมี Networking event เยอะมากๆ พอเราเห็นตารางตัวเองแล้วก้รู้สึกอึ้ง ทึ่งไป ค่อนข้างปรับตัวไม่ทัน

พี่โบว์: ไปรร.วันแรกพี่ขอพูดถึงตอนไปรร.ภาษาวันแรกดีกว่า มันแรกจริงๆ รร.ที่เรียนเป็นรร.ของมหาวิทยาลัย ตื่นเต้นและกังวลมากเพราะแม้เราจะมีความรู้ด้านภาษาอยู่บ้างแต่หลายๆอย่างที่นี่ก็ต่างรร.ภาษาที่ประเทศไทย ส่วนมากกิจกรรมวันแรกก็จะเป็นแนะนำชื่ออะไร มาจากประเทศไหน แล้วถึงจะเข้าเนื้อหาการเรียน กังวลสำเนียงตัวเองมากวันแรก กลัวว่าจะสื่อสารกับเพื่อนกับคุณครูไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆแล้วพอมาเข้าเรียนทุกๆคน ทั้งเพื่อน คุณครู และตัวเราเองก็พยายามเข้าใจกันและกัน ทำให้ห้องเรียนมันสนุกแล้วก็ได้ความรู้

พี่ซี: เปิดเรียนวันแรกสำหรับพี่ซี รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเริ่มเรียน City College of San Francisco ในโรงเรียนจริงซึ่งมีความแตกต่างจากเรียนภาษาโดยสิ้นเชิง ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ในห้องเรียนที่มีแต่นักเรียนที่เด็กกว่าและยังเป็นเจ้าของภาษาโดยส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าพี่จะมีประสบการณ์การเรียนภาษามา 8 เดือนแล้วก็ตาม แต่ความกลัวมีผลกับพี่มากในช่วงแรก

การเตรียมตัวก่อนไปเรียนต่างประเทศของพี่แต่ละคนเป็นยังไง

พี่แจ๊พ:เนื่องจากเราไปเองไม่มีเอเจนซี่คอยให้คำแนะนำเราจึงใช้เวลาหลายปีในการหาข้อมูลและเตรียมตัว ในตอนนั้นเรามีความเชื่อที่ว่า เราไม่อยากเสียเวลา ไม่อยากเสียเงินค่าเรียนภาษา เราอยากสอบภาษาให้ผ่านก่อน สมัครมหาวิทยาลัยให้ได้แล้วค่อยไป เราเลยใช้เวลาเตรียมตัวหลายปีที่ไทย แต่ตอนที่เราได้ offer นั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราทำอะไรไม่ทัน เราได้ offer สิ้นเดือน ก.ค. เรามีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ในการจัดการทุกอย่าง ตั้งแต่ขอวีซ่า แพ็คของ หาที่พัก จนสุดท้ายเราไม่สามารถไปร่วมงานปฐมนิเทศที่จัด กลางเดือน ส.ค. ได้ เราบินไปถึงก่อนเปิดเรียนแค่ 4 วัน และใน 4 วันนั้นเราต้องไปเดินหาบ้านพักด้วยตัวเองอีกด้วย วันแรกที่เปิดเรียนเรายัง jetlag และยังต้องนอนที่โรงแรมอยู่เลย

พี่โบว์: ก่อนเดินทาง/ตัดสินใจมาเรียนต่อ พูดเลยว่าทำการบ้านหาข้อมูลเยอะพอสมควร มหาวิทยาลัยเป็นยังไง นักเรียนเป็นยังไง คุณภาพของมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับไหน รู้สึกว่าถ้าเราต้องเดินทางมาจากอีกครึ่งซีกโลก จ่ายราคาค่าเรียนก็ไม่ใช่ถูกๆ ก็อยากได้อะไรที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับเมื่อเราเรียนจบ ซึ่งตัวพี่เองก็เลือกไม่ผิด ได้อะไรเยอะมาจากรร.เรียนภาษาและมหาวิยาลัย

พี่ซี: การเตรียมตัวก่อนการเรียนมีความสำคัญมาก ทำให้เราลดความกลัว มีความพร้อม พี่เริ่มจากการจัดกระเป๋าก่อนเลย จัดหนังสือ สมุดโน็ต ปากกา ทุกอย่างให้พร้อม ที่ขาดไม่ได้ อาหารว่าง น้ำดื่ม มีขนม อาหารช่วยได้เยอะค่ะ เช็ครถประจำทาง เตรียมเช็คไว้หลายๆช่องทาง เผื่อกรณีรถบัสล่าช้า เราจะได้มีทางออกเตรียมไว้ค่ะ โดยส่วนตัวพี่ใช้รถประจำทางเยอะมากในชีวิตประจำวัน เราต้องศึกษาไว้หลายๆทางค่ะ  อ่านหนังสือก่อนเข้าคลาสเรียนเป็นสิ่งที่พี่ทำเพื่อให้เกิดความเคยชิน ผ่านตามาบ้าง ขณะที่อ่านหนังสือ น้องๆ อาจจะคิดคำถามคร่าวๆ จะได้ถามอาจารย์ผู้สอนหรือเพื่อนๆ ในห้องได้เลย 

แล้วอุปสรรคที่พี่พบเจอมามีอะไรบ้าง

พี่แจ๊พ: อุปสรรคของเราหรอ น่าจะเป็นเรื่องการปรับตัวในคลาสเรียน เราชินกับการเรียนที่ไทย ที่ไม่ต้องอ่านหนังสือไปก่อน นั่งฟังอาจารย์พูดแล้วนักเรียนก็จด ไม่ต้องโต้ตอบอะไรในคลาสมากมาย แค่พกสไลด์ไปเรียนกับปากกาด้ามนึงก็ชิวแล้ว แต่ที่นี่ทุกอย่างตรงกันข้ามมาก ทุกคนพก Laptop หรือ Tablet เข้ามาเรียน และเตรียมตัวมาอย่างดีก่อนเข้าคลาส ในห้องเรียนไม่มีใครใช้เวลาไปกันการจด แต่ใช้เวลาไปกับการโต้ตอบกัน และคนที่นี่ติดต่อกันทางอิเมลเป็นหลักจริงๆ จากที่เราไม่ค่อยเช็คอิเมล กลายเป็นมนุษย์เสพติดการเช็คอิเมล์ไปเลย

พี่โบว์: เริ่มเลยก็อาจจะเพราะพี่หาข้อมูลเยอะ ทำให้พี่สับสนและลังเลว่าเราควรจะเรียนอะไรดี อันไหนเหมาะกับเรามากกว่า คณะที่เราสนใจกับมหาวิทยาลัยที่เราเล็งๆไว้คุณภาพโอเคมั้ย Rank ดีรึป่าว พอเลือกได้ มหาวิทยาลัยตอบรับ เรื่องเอกสารการขอวีซ่าก็เป็นอุปสรรคด่านต่อไป เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ขั้นตอนการขอวีซ่าเพิ่งเปลี่ยนระบบใหม่ งงเข้าไปอี๊ก สุดท้ายมาถึงอเมริกา การปรับตัวก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับพี่ พี่ปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ก็มีเพื่อนๆบางคนที่เกิดอาการ Culture Shock  

พี่ซี: อุปสรรคที่พี่ได้ประสบมา อยู่ในห้องเรียนมีช็อคค่ะ นักเรียนทุกคนพูดเร็วมาก โต้ตอบเหมือนเคยเรียนคลาสนี้มาแล้ว การยกมือถามคำถามในห้องเรียนถือธรรมดามาก ทุกคนมีคำถาม ทำให้เกิดความเขิลอาย หรืออาจจะกลัวว่า ถ้าเราพูดไป จะไม่มีคนเข้าใจเรา แต่ในขณะที่พี่ครุ่นคิดอยู่ในใจ อาจารย์ผู้สอน เรียกสุ่มชื่อค่ะ เรียกชื่อพี่ พี่เลยอยากให้น้องเตรียมพร้อมค่ะ ชื่อไทยของเรานั้นเป็นที่นิยมสำหรับอาจารย์ค่ะ แต่พอน้องๆ ผ่านวันแรกไป ก็จะมีความสนุก และอยากใช้ภาษาที่เรียนมาค่ะ พูดเยอะๆ พูดบ่อยๆ ค่ะ และเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยค่ะ

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะแก้ไขอะไร

พี่แจ๊พ: ถ้าเราย้อนเวลาไปได้ เราจะทำสองอย่างหลักๆเลยคือเราจะเรียนภาษาก่อนอย่างน้อยคลาสนึง ถึงแม้ว่าภาษาเราจะผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดมาเยอะ แต่การเรียนภาษาเป็นการปรับตัวที่ดี ที่เราคิดว่ามันสำคัญมาก เราจะได้รู้วิธีการปฏิบัติตัวในคลาส การเข้าหาอาจารย์ การเตรียมตัวสำหรับการเข้าเรียน เราคิดว่ามันจะช่วยลดความตึงเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของเราได้เยอะ อีกเรื่องนึงถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะติดต่อผู้เชี่ยวชาญ เราจะไม่ประหยัดเงินจำนวนเล็กน้อย แล้วไปเสียมากกว่า สุดท้ายแล้วเราเสียทั้งเวลาเตรียมตัว(ที่นานกว่าชาวบ้านเค้ามาก)และเงิน(ที่เสียไปกับสิ่งที่ไม่ควรเสีย)  ก่อนไปเราโดนหลอกเรื่องที่พัก และ จิปาถะอีกมากมาย อีกทั้งการเลือกคณะ มหาลัยมีผลต่อการหางานมาก บางคณะจะทำให้เราสามารถทำงานแบบถูกกฏหมายได้นานกว่า บางที่มีการสนับสนุนทางอาชีพแตกต่างกันออกไปเราไม่ควรจะตัดสินใจจากแค่อันดับเพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกมากในการหามหาวิทยาลัยที่ใช่ที่เหมาะกับเรา

พี่โบว์: ถ้าย้อนเวลากลับไปได้หรอ? ก็คงไม่ได้อยากแก้อะไรเป็นพิเศษ รร. เพื่อน อาจารย์ที่นี่ดีหมด จะมีก็แค่ตัวพี่เอง ที่ควรจะออกไปพบเจอผู้คนให้เยอะกว่าที่พี่ทำเมื่อตอนมาถึงอเมริกาแรกๆ เพราะการเรียนมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือห้องสมุดการที่เราออกไปเจอโลกกว้าง แลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นก็สามารถทำให้ภาษาและสไตล์การเรียนการใช้ชีวิตปรับได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นนะ พี่ว่า

พี่ซี: พี่คิดว่าความผิดพลาดหรืออุปสรรคที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่ดีเยี่ยมค่ะ เลยทำให้พี่ๆ มีความรู้ลึก เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พี่ๆจึงให้คำแนะนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีเรื่องนึงที่อยากแก้ พยายามพูดโต้ตอบในห้องเรียนให้มากขึ้น  จะได้เป็นการฝึกฝนภาษา

คำแนะนำที่พี่อยากบอกน้องๆที่กำลังจะมาเรียนต่อ 

พี่แจ๊พ: พี่คงแนะนำให้น้องคุยกับคนที่เคยไปมาแล้วหรือเลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ การตัดสินใจเลือกที่เรียน คณะที่เรียน มีผลมากจริงๆ หลายๆสาขา อาชีพ คือไม่เคยได้ยินเลยในไทย แต่ที่นู่นกลับเป็นที่ต้องการมาก และการเตรียมตัวหลายอย่างๆที่เราไม่เคยคิดว่ามันสำคัญแต่มันกลับสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ก่อนไปที่เราจะมีคำถามแต่พอไปถึงคำถามมันจะเยอะขึ้นอีกบวกกับเวลาที่น้อยลงของน้องๆ และที่สำคัญหาเพื่อนสนิทสักคนค่ะ ตัวเราเองโชคดีที่เจอเพื่อนสนิทตั้งแต่แรกๆที่ไป เราเลยไม่รู้สึกเหงาและมีที่ปรึกษาตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น

พี่โบว์: คำแนะนำ ส่วนตัวคิดว่าการมาเรียนต่อต่างประเทศได้อะไรมากกว่าที่คิด มันไม่ใช่แค่ได้ภาษาหรือความเป็นเด็กนอก แต่เรายังได้เพื่อนจากประเทศอื่นๆ ความมั่นใจ และสไตล์การเรียนที่ค่อนข้างเข้มข้น ถ้าน้องๆสนใจ มีโอกาส มีทุนทรัพย์ ก็ไม่อยากให้น้องๆปล่อยโอกาสไปเฉยๆ ถ้าน้องๆคิดว่ามันยุ่งยาก ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เอกสาร สาขาวิชาอะไรที่เหมาะกับเรา ก็มีตัวแทนที่พร้อมจะให้คำแนะนำ คำปรึกษาการศึกษาต่อให้น้องๆอยู่ สบาย…

พี่ซี: อ่านหนังสือจดโน๊ต คุยกับอาจารย์ เข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่างมีผลต่อการพัฒนาภาษาอย่างแน่นอน และยังได้พบปะกับเพื่อนใหม่ เรียนวัฒนธรรมการเข้าสังคมในต่างแดน  และอีกเรื่องนึงที่พี่แนะนำคือ อย่าเกาะติดกับคนไทยตลอดเวลา น้องๆจะไม่ได้ฝึกอะไรเลย ถ้าพูดภาษาไทยตลอดเวลาค่ะ 

COMMENTS